
ภาพนยตร์เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญว่า... จะเกิดอะไรขึ้น?? ถ้าการผลิตในกระบวนการภาพยนตร์ออกมาดี (วอลดีสนีย์การันตีคุณภาพอยู่แล้ว) แต่บทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างเชยหรือล้าหลังไปแล้วในยุคปัจจุบัน กระแสตอบรับจากแฟนหนังและรายได้จะล้มเหลวไม่เป็นท่าถึงขนาดนี้?? (ทุนสร้างที่บวมมากๆ ประมาณ300ล้านเหรียญ ทำรายได้แค่ 69 ล้านเหรียญในขณะนี้ ถือว่าขาดทุนมาก)

John Carter เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง แอนดรูว์ สแตนตัน ที่ผันตัวเองจากผู้กำกับหนังอนิเมชั่นมากคุณภาพอย่าง Wall-E และ Finding Nemo และประสบความสำเร็จมากมาย และครั้งนี้วอลดิสนีย์ก็ยื่นหนังเรื่องนี้ให้กำกับด้วยหวังว่าจะทำรายได้ให้มหาศาลอีก แต่ผลกลับตรงกันข้าม เมื่อเจตนาที่วอลดิสนีย์จะให้เป็น กลับเป็นการดูถูกคอหนังชนิดไม่น่าให้อภัย โดยที่การโหมโปรโมทว่าการ์ตูนเรื่อง John Carter เป็นต้นกำเนิดหรือต้นเรื่องแรงบันดาลใจหนังยอดฮิตอยากสตาร์วอและอวตารเป็นสิ่งล้มเหลว เพราะแก่นแท้ของความจริงก็คือการนำเอาพล็อตเรื่องเชยๆ และล้าหลังนำมาสร้างหนังที่มีความคล้ายคลึงกับหนังเรื่องอื่นมากไปและทำได้ไม่ดีกว่า...

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นแล้วว่าตัวบทและพล็อตเรื่องไม่มีอะไรที่น่าสนใจมากนัก พระเอกบังเอิญได้ไปอีกดาวหนึ่งและเป็นฮีโร่จำเป็นด้วยความสามารถที่ติดตัวมาเนื่องจากโครงสร้างทางร่างกายที่ดีกว่าชนชาวนี้ ทำให้การเคลื่อนที่รวดเร็ว แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยน่าจะเป็นไอ้ตัวนี้มากกว่า หมาเฝ้าคาร์เตอร์ ที่เรียกได้ว่าขโมยซีนพระเอกสุดๆ ด้วยรูปร่างที่มีเอกลักษณ์ และความสามารถที่โดดเด่นรวดเร็วกว่าพระเอกซะอีก ถือว่าได้รางวัลเป็นขวัญใจคอหนังเลยก็ว่าได้

ด้านความรักยังมีให้เห็นและเป็นส่วนสำคัญเอาใจทุกเพศทุกวัย ด้วยตัวละครที่ค่อนข้างชัดเจนในคาแรคเตอร์ คนที่ชอบบทแนวความรักน่าจะชื่นชอบไม่มากก็น้อย

ในส่วนของ CG รายละเอียดดีมาก คล้ายว่ามีตัวตนอยู่จริง สมชื่อวอลดิสนีย์ ดูลื่นๆ ไปได้จนจบ โดยเฉพาะฉากที่คาร์เตอร์กับหมาเฝ้าลุยกับตัวประหลาดเป็นกองทัพ เป็นฉากที่น่าประทับใจมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนหวังไว้อยู่แล้ว พี่นาซีก็เลยจะขอไม่ให้เครดิตอะไรมากนัก

ด้านงานโปรดักชั่นถือว่าประสบความสำเร็จ ภาพสวย องค์ประกอบฉาก เสื้อผ้า หน้าผม โปสเตอร์หนัง ตัวอย่างหนัง การโปรโมทดีหมด สมกับที่ลงทุนไป 300 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้คนยอมจ่ายเงินค่าตั๋วเข้าไปชมได้อย่างไม่คิดมาก คุ้มแน่นอนกับตัวหนังที่ลงทุนและมีความยาวพอสมควร และพบกับตอนจบที่ค่อนข้างน่าประทับใจ

สำหรับเรื่องนี้พอให้อภัยที่ทำออกมาได้ดี แต่ไม่ดีพอ ให้ไปที่ 7.7 คะแนนครับ และอยากให้วอลดิสนีย์ได้จดจำการผิดพลาดในครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียน และเป็นกำลังใจให้ค่ายนี้สร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ดีๆ แบบนี้ต่อไปครับ
|